วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ยาผง (powders)

ยาผง หมายถึง..
    ยาเตรียมที่เป็นของแข็ง ผสมในลักษณะผงแห้ง มีอนุภาคขนาดเล็ก ใช้ได้ทั้งภายใน เช่น ยาลดกรด เกลือแร่ อาหารเสริม และใช้ได้ทั้งภายนอก เช่น ยาสีฟันผง

แบ่งได้เป็น 6 ชนิด

1. Bulk powders (ยาผงปริมาณมาก)

- จะประกอบด้วยตัวยาสำคัญที่มีฤทธิ์ไม่แรง หรือ มีปริมาณการใช้ยาต่อครั้งสูง จึงไม่สามารถทำในรูปแบบอื่นเช่นทำเป็นยาเม็ดได้
- แบ่งตามวิธีการใช้ได้ 2 แบบ คือ

   1.1) ใช้ในรูปผงแห้งเลย ไม่ต้องผสมน้ำก่อน เช่น ยาสีฟันวิเศษนิยม


   1.2) ต้องละลายน้ำก่อนใช้ เช่นพวกอาหารเสริม ต้องเอาไปผสมเครื่องดื่มก่อนรับประทาน


2. Devided powders (ยาผงแบ่งบรรจุซอง)
- เป็นยาผงที่แบ่งบรรจุลงซองตามขนาดการใช้เลย เช่น เกลือแร่



3. Dusting powders ( ยาผงโรยแผล/ดูดซับความชื้น)
- เป็นยาใช้ภายนอก มีวัตถุประสงค์การใช้เพื่อรักษาหรือป้องกันโรค 
- แบ่งเป็น 2 ชนิด

  3.1) Medicated dusting powders 
  ใช้กับแผลถลอกเท่านั้น ห้ามใช้กับแผลเปิด เพราะอาจไม่ได้เตรียมแบบไร้เชื้อ

  3.2) Sterile dusting powders
  ผ่านกระบวนการทำไร้เชื้อโดยการใช้ความร้อนแห้งแล้ว สามารถใช้โรยแผลต่างๆได้
  จะบรรจุซองแบบใช้ครั้งเดียวหรือไม่เกิน 30 g เพราะจะได้เปิดใช้แล้วทิ้งเลย



4. Dry powder inhalers 
- เป็นยาผงสำหรับใช้สูดเข้าทางเดินหายใจเพื่อนำส่งยาไปสู่ปอด 
- ผู้ป่วยจะต้องออกแรงสูดเอง เพราะไม่มีการใช้สารขับดัน




5. Powder for injections

- เป็นยาผงสำหรับฉีด เช่นยาปฏิชีวนะบางตัวที่ไม่คงตัวในน้ำ จึงต้องเตรียมในรูปยาผง




6. Powder for oral suspensions

- เป็นยาผงผสมน้ำ แล้วอยู่ในรูป suspensions



ข้อดีของยาผง และแกรนูล
1. เหมาะกับยาที่ไม่คงตัวในรูปแบบของเหลว
2. เหมาะกับยาที่มีขนาดการใช้ต่อครั้งสูงมาก 
3. เหมาะกับผู้ป่วยที่มีปัญหาในการกลืน
4. ยาดูดซึมได้เร็วกว่ายาเม็ดและแคปซูล

ข้อเสียของยาผง และแกรนูล
1. ไม่เหมาะกับตัวยาที่มีฤทธิ์แรง (ยกเว้นพวก powder for injections)
2. ไม่สะดวกในการพกพา โดยเฉพาะยาผงที่ไม่ได้แบ่งบรรจุตามขนาดการใช้


วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558

moisturizer เภสัชกรรม

moisturizer 

- หมายถึงสารที่ทำให้เกิดความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังอ่อนนุ่มและมีความยืดหยุ่นดี 
- มีหลายกลไก ได้แก่

1. occlusion 
- คือกันน้ำระเหยออกจากผิวหนัง โดยเกิดเป็น film บางต่อเนื่อง 
- เรียกหน้าที่นี้ว่า emollient (ทำให้ผิวหนังอ่อนนุ่มชุ่มชื่น) 
- เช่น น้ำมันและไขมันชนิดต่างๆ (ลองเอามาทาผิวหนังจะเกิดความเหนอะหนะ กลไกของกลุ่มนี้คือทำให้น้ำที่ออกจากผิวหนังสะสมใต้ film = เกิด occlusion)
- ยาพื้นขี้ผึ้งที่มี HC ก็คือมีกลไก emollient เช่น mineral oil

2. humectancy 
- สารกลุ่มนี้จะดูดไอน้ำจากอากาศเข้าสู่ผิวหนัง แล้วมาเก็บในตัวเอง ทำให้ผิวหนังมีความชุ่มน้ำ
- เช่น glycerin, propylene glycol, พวกสารประกอบที่มี OH มากกว่า 1 โมเลกุล

3. Restoration of deficient materials 
- เป็นการทดแทนสารที่ขาดไปของผิวหนัง 
- เช่น สารรักษาวามชื้นตามธรรมชาติในผิว (natural moisturizing factor) เช่นพวก lipoproteins เช่น ceramide

วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Classification of Antifungals การแบ่งกลุ่มยาต้านเชื้อรา





1. Systemic infections (all routes) 

ยากลุ่มที่ใช้ในการรักษาการติดเชื้อในกระแสเลือดจะเป็นยาที่มีฤทธิ์กว้างและมีฤทธิ์แรง ได้แก่

  • Amphotericin B (IV only)
  • Flucytosine (oral only)
  • Azoles
  • Echinocandins
2. Mycocutaneous (Oral)

ยากลุ่มนี้จะใช้รักษาการติดเชื้อราที่ผิวหนังทั้งชั้นนอกสุดและชั้นที่ลึกลงมา โดยให้โดยวิธีการรับประทาน ได้แก่
  • Azoles
  • Criseofulvin
  • Terbinafine
3. Mucocutaneous (Topical)

เป็นยาทาภายนอก ใช้กับการติดเชื้อราที่ไม่รุนแรงมาก ได้แก่
  • Azoles
  • Terbinafine
  • Naftifine/Tolnaftate
  • Nystatin
* จะเห็นว่ายาต้านเชื้อรากลุ่ม Azoles สามารถใช้กับการติดเชื้อได้ทุกแบบ



บทความอื่นในกลุ่มเดียวกัน


Fungal infections การติดเชื้อรา


สาเหตุของการติดเชื้อรา เกิดจากภูมิคุ้มกันทำงานลดลง เช่น

  1. Surgery: ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด
  2. Cancer treatment: ผู้ป่วยที่มีการรักษาโรคมะเร็งด้วยยาเคมีบำบัด
  3. Organ / bone marrow transplantation: ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะที่ต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
  4. HIV epidemic: การติดเชื้อ HIV ซึ่งเชื้อจะไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน
  5. Use of broad-spectrum antibiotics in critically ill patients: การใช้ยาปฏิชีวนะที่มีขอบเขตการออกฤทธิ์กว้าง


ตำแหน่งที่มีการติดเชื้อรา

1. Superficial mycoses 


ติดเชื้อราที่ชั้นนอกสุดของผิวหนังและผม โดยที่สามารถมองเห็นเชื้อราได้ เช่น 
    • Tenia versicolor (เกลื้อน) เกลื้อนจะทำให้ผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อมีสีจางกว่าบริเวณรอบๆ ลักษณะเป็นด่าง โรคเกลื้อนนั้นเป็นการติดเชื้อราที่รักษาได้ง่ายที่สุดเพราะเชื้อไม่ได้เจริญลึกเข้าไป

Tenia versicolor (เกลื้อน)
ติดเชื้อที่ผิวหนังชั้นนอกสุด ลักษณะผิวหนังจะเห็นเป็นด่างๆ

2. Cutaneous mycoses 

เชื้อรามีการเจริญลึกเข้าไปในชั้นหนังกำพร้า (epidermis) เล็บ และหนังศีรษะ เช่น
    •  Ringworm หรือ Tenia (กลาก) เช่นเชื้อราที่เท้า (ฮ่องกงฟุต) เชื้อราจะมีการเจริญแทรกเข้าไปแล้วกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้มีการอักเสบบวมแดง

Tinea corporis (กลาก) มีการอักเสบ บวม แดง ที่บริเวณลำตัว


Tinea unguium (กลากที่เล็บ) รักษายาก ต้องใช้เวลานานเพราะเชื้อรากินเข้าไปด้านใน และต้องรอให้เล็บเก่าหลุดออกก่อน


Tinea capitis (เชื้อราที่หนังศีรษะ)


Tinea pedis (เชื้อราที่เท้า, ฮ่องกงฟุต)

3. Subcutaneous mycoses 

เชื้อราเจริญลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้หรือเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังด้วย (dermis, subcutaneous tissue, muscle and fibrous tissues) การติดเชื้อราชนิดนี้จะรักษาได้ยากขึ้น อาจใช้เวลานาน และอาจต้องมีการผ่าตัดด้วย สาเหตุอาจเกิดจากการเกิดแผลที่บาดลึกเข้าไปแล้วมีเชื้อราเข้ามาแทรกในบาดแผล

4. Systemic mycoses 

มักเป็นการติดเชื้อแบบฉวยโอกาส (opportunistic infections) เป็นการติดเชื้อที่มีความรุนแรงมากที่สุดซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ เพราะเชื้อราสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและการะจายไปยังบริเวณตางๆทั่วร่างกายทั้ง สมอง ปอด ตับ ไต และหัวใจ เชื้อราที่ติดมักเป็นเชื้อราที่พบอยู่ทั่วไป แต่เนื่องจากผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันแย่ลงจึงเกิดการติดเชื้อได้ง่าย เช่นก
    • Candidiasis
    • Cryptococcosis
    • Aspergillosis
 

มีการติดเชื้อราทั่วร่างกาย และได้รับเชื้อผ่านทางลมหายใจ และพบเชื้อราในเนื้อเยื่อ

Fungal meningitis 

เป็นการติดเชื้อราที่สมองทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เช่นเชื่อ Cryptococcus


บทความอื่นในกลุ่มเดียวกัน